ฟิวส์ ตามรอยครู ประวัติหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ (ฉบับคล้ายวันมรณภาพครบ 100ปี)

ตอนที่1
หลวงพ่อเงิน บางคลาน
ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่นี่คือเรื่องจริง
      หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตรนั้น ถือเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของประเทศไทย ที่มีกิตติศักดิ์โด่งดังในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องหลวงพ่อเงินรุ่นต่างๆ หลายคนกล่าวขวัญไว้ว่า ใครมีพระหลวงพ่อเงินไว้เพื่อบูชา
จะไม่มีวันจน ซึ่งเหล่าลูกศิษย์และเหล่าผู้คนที่ศรัทธารับรู้และท่องกันได้ติดปาก
ว่า “หลวงพ่อเงิน มีกูไม่มีจน
และแน่นอนคงไม่มีใครในโลกนี้อยากจะจน เพราะฉะนั้นพระเครื่อง

หลวงพ่อเงินคือที่สุดของความปรารถนา ผู้คนจำนวนมากอยากจะได้หลวงพ่อ
เงินมาบูชาสักองค์ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ ที่ใครหลายคนไขว่คว้า
เสาะหาอยากได้พระเครื่องหลวงพ่อเงินมาครอบครอง หลวงพ่อเงินท่านมี

วัตถุประสงค์อย่างไรในการทำพระเครื่อง อีกทั้งประวัติของท่านที่น้อยคนนักที่
จะรู้จริง ว่าท่านเป็นใคร บวชที่ไหน ท่านสอนอะไร ที่มาที่ไปของการจัดทำพระ
เครืองแต่ละรุ่นเกิดจากเจตนารมณ์ใดของท่าน
        ภาพถ่าย ลุงธวัช เข็มครุฑ ที่บ้านเกิด
      ตระกูลเข็มครุฑ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

    ตัวผมเอง ธวัช เข็มครุฑ ผมเป็นคนพิจิตรมาโดยกำเนิด และผมเป็นคนที่โชคดีมากคนหนึ่งที่ได้เกิดในตระกูลที่มีความใกล้ชิดกับหลวงพ่อเงิน คุณปู่ของผมชื่อปู่เปลื้อง เข็มครุฑ ได้มีโอกาสบวชกับหลวงพ่อเงิน และมีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเงินมาเป็นเวลานาน
ปู่เปลื้อง เข็มครุฑ ปู่ของผม เกิดที่บางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เมื่อครั้งตั้งใจออกบวช ก็ได้หลวงพ่อเงินเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชอยู่ 1 พรรษาหลังจากที่ได้สึกออกมาก็เป็นลูกศิษย์รับใช้หลวงพ่อเงินมาโดยตลอด เรื่องราวของ"หลวงพ่อเงิน" ไม่ว่าจะเป็น การฝึกฝนตนเอง เรื่องคำสอนต่างๆของหลวงพ่อเงิน
ได้ถูกถ่ายทอดจากปู่เปลื้องมาสู่ลูกๆหลานๆในตระกูล เข็มครุฑ หลวงพ่อเงินเป็นเสมือนที่พึ่งทางใจ เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของทุกๆคนในตระกูลมาโดยตลอดทุกคนเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อเงิน คุณย่า ย่าคำ เข็มครุฑ พ่อของผม พ่อพริ้ง เข็มครุฑ และคุณแม่ แม่รัตน์ เข็มครุฑ ก็ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆของหลวงพ่อเงินให้ผมได้ฟังตั้งแต่ผมยังเด็ก คุณพ่อของผมเมื่อยังเป็นหนุ่ม เคยบวชอยู่ที่วัดท้ายน้ำ 
โดยมีพระครูวัฏสัมบัณ (ฟุ้ง) เป็นพระอุปัชฌา เพราะฉะนั้นสายโลหิตตั้งแต่ปู่เปลื้อง ต่อมาสู่พ่อพริ้ง ก็นับถือหลวงพ่อเงินเป็นอย่างมาก ความศรัทธามันอยู่ในหัวใจ แทบจะเรียกได้ว่าฝังอยู่ในสายเลือดเลยทีเดียว

ผมเป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้อง 10 คน เมื่อยามที่ปูหรือพ่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อเงิน ผมจะมีความสนใจเป็นพิเศษ ชอบฟังท่านเล่า ฟังแล้วคิดตาม อยากรู้อะไรเพิ่มก็พยายามศึกษาค้นคว้าจากหลักฐานที่มี ไม่ว่าจะเป็นรูป
ถ่าย หนังสือที่บอกเล่าประวัติหลวงพ่อเงิน สถานที่ต่างๆที่หลวงพ่อเงินเคยจ๋าพรรษา พระเครื่องหลวงพ่อเงินของจริงที่เป็นมรดกที่บรรพบุรุษสะสมเอาไว้ ผมเป็นคนที่อยากจะรู้อะไร ก็จะรู้ให้ถึงแก่น รู้ให้จริงไปเลย หลายคนที่มีข้อสงสัย
เกี่ยวกับหลวงพ่อเงิน ผมก็สามารถให้คำตอบเขาได้ เพราะผมเป็นคนที่เก็บข้อมูล
ทุกอย่างเกี่ยวกับหลวงพ่อเงินไว้เป็นคลังความรู้ตั้งแต่จำความได้ จนกระทั่งตอน
นี้อายุผมก็ 84 ปีแล้ว ผมใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตของผมในการถ่ายทอด เผยแพร่

ความรู้เกี่ยวกับหลวงพ่อเงินให้กับผู้คนที่ศรัทธาผ่านทางช่องทางต่างๆ ผมถูกเชิญให้เป็นกรรมการตัดสินประกวดพระหลวงพ่อเงินมากว่า 50 ปี นี่คือผลของการที่ผมใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงพ่อเงินอย่างจริงจัง

จากใจของผมเลยนะ ผมอยากจะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติของ หลวงพ่อเงิน ที่ผมศึกษามาอย่างมีหลักฐานที่ชัดเจนให้ทุกๆ คนให้ทราบ เพราะยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวกับหลวงพ่อเงินที่ยังไม่มีใครรู้ เช่นเรื่องวัดบางคลานที่เราเรียกกันติดปาก 

“หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน” อันที่จริงชื่อวัดบางคลานนี้ไม่มี บางคลานเป็นชื่อบ้าน ชื่อตำบล และชื่ออำเภอ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัด ปัจจุบัน
บ้านบางคลานยังมีอยู่ ตำบลบางคลานยังมีอยู่ แต่อำเภอบางคลาน ได้เปลี่ยนชื่อเป็น
อำเภอโพทะเล ไปแล้ว แต่ก็พูดกันจนติดหูไปแล้ว ว่าวัดบางคลานชื่อวัดจริงๆคือ “วัดวังตะโก” ปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนชื่อไปแล้ว เป็นวัดหิรัญ
ญาราม คำว่า “หิรัญ” แปลว่า “เงิน” ญาราม ก็คืออาราม หรือ วัดนั่นเอง แต่เดิมที่ตั้งชื่อว่าวัดวังตะโก เพราะวัดอยู่ริมแม่น้ำเมืองพิจิตรเก่า มีน้ำไหลวน ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัง” และอยู่ในป่า “ตะโก” จึงให้ชื่อว่า “วังตะโก” 

ส่วนชื่อ“บางคลาน” มาจากเมื่อก่อน ที่เป็นถิ่นทุรกันดาร ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า เวลาจะ
ไปบางคลาน ถนนหนทาง กันดาร มีแต่โคลน เรียกได้ว่าต้องคลานกันไปกว่าจะถึง เลยเรียกชื่อว่า “บางคลาน
ส่วนเรื่องประวัติของหลวงพ่อเงินที่ผมได้ศึกษาจากหนังสือโบราณต่างๆและจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ และบรรพบุรุษในตระกูลของผม เป็นที่ชัดเจนว่า
หลวงพ่อเงินเกิดที่บ้านบางคลาน หลวงพ่อเงินเดิมท่านชื่อเงิน เมื่อสมัยก่อนยังไม่ได้ใช้นามสกุล ท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2348 บิดาของท่านชื่ออู่ 

เป็นชาวบ้านบางคลาน มารดาของท่านชื่อฟัก เป็นชาวบ้านแสนตอ ปัจจุบันเป็นอำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี จังหวัดกำแพงเพชร
หลวงพ่อเงิน ท่านมีพี่น้องร่วมสายเลือดทั้งหมด 6 คนดังนี้
คนที่ 1 ชื่อพรม
ชาย
คนที่ 2 ชื่อทับ
หญิง
คนที่ 3 ชื่อทอง(ขุนภุมรา)
ชาย
คนที่ 4 ชื่อเงิน(หลวงพ่อเงิน)
ชาย
คนที 5 ชื่อหล่า
ชาย
คนที่ 6 ชื่อรอด
หญิง
หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ
เมื่อปีพ.ศ. 2351 หลวงพ่อเงินอายุได้ 3 ขวบ ลุงช่วง ซึ่งเป็นลุงของท่านมองเห็นแล้วว่า 
หลวงพ่อเงินเป็นคนฉลาด อนาคตต้องเป็นคนมีบารมี ถ้าอยู่บางคลานคงต้องทำไร่ทำนาเหมือนพี่น้องในบางคลาน จึงพาหลวงพ่อเงินเดินทางไปอยู่กรุงเทพ โดยเดินทางมาทางเรือ จนกระทั่งหลวงพ่อเงินเติบโตเข้าศึกษาเล่า
เรียนได้ จึงได้นำหลวงพ่อเงินไปฝากไว้ที่
วัดตองปุ (วัดชนะสงคราม) เพื่อให้ได้เรียนหนังสือที่วัดชนะสงคราม

ตลอดมาจนถึงปีพ.ศ. 2360 หลวงพ่อเงินอายุได้ 12 ปีจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุครบบวชประมาณ 22 ปี พ.ศ. 2370 ท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดชนะสงคราม ได้ฉายา พุทธโชติ แล้วท่านได้จำพรรษาเพื่อปฏิบัติธรรมวินัย ร่ำเรียนทางวิปัสสนากรรมฐานอยู่ได้ 3 พรรษา ขณะที่ท่านได้จำพรรษา
อยู่ที่วัดชนะสงคราม 

ท่านได้ไปถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษศิลปวิทยาคม ตลอดจนเรียนวิปัสนาธุระ ในทางเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรีจากเจ้าพระคุณ
สมเด็จพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆษิตาราม จนมีวิชาในช่วงปีนั้นเองปู่ของหลวงพ่อเงินมีอาการป่วยกะทันหันมีอาการหนัก
มาก ญาติพี่น้องจึงให้คนไปกราบนิมนต์กลับมาอยู่ที่บางคลานเพื่อช่วยกันดูแลรักษาปู่ หลวงพ่อเงินพิจารณาดูแล้วเห็นพอสมควรแก่เวลาแล้ว จึงตัดสินใจกลับ

ท่านจึงไปลาสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ในฐานะศิษย์ กับอาจารย์ เมื่อลากันเสร็จก็เดินทางกลับมาทางเรือ พอถึงบ้านบางคลานแล้วปรากฏว่ายังไม่มีวัดจำพรรษา

ญาติๆจึงติดต่อไปที่วัดคงคาราม ขอให้หลวงพ่อเงินไปจำพรรษาที่นั่น ซึ่งในสมัยนั้นวัดคงคาราม มีอุปัชฌาย์ให้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ก่อนแล้ว
อุปัชฌาย์ให้เป็นพระนักเทศก์ ไม่ใช่เทศก์ธรรมดา แต่เป็นเทศก์แบบชาดก ต้องใช้เสียงร้องดัง ร้องแหล่ เวลามีคนมานิมนต์ไปเทศน์ก็ต้องมีการซ้อมร้อง 

ส่วนหลวงพ่อเงินท่านเป็นพระนักปฏิบัติ เป็นพระสายวิปัสนากรรมฐาน ไม่ชอบเสียงดัง เลยทําให้หลวงพ่อเงินตัดสินใจออกจากวัดคงคารามไปหาที่จำพรรษาใหม่ในปี พ.ศ. 2374

หลวงพ่อเงินท่านเห็นว่าตรงบ้านวังตะโกบริเวณที่แม่น้ำ 2 สายมาบรรจบกันเหนือวัดคงคารามขึ้นไป 1 กิโลเมตร คือแม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน (ในปัจจุบันแม่น้ำน่านเปลี่ยนชื่อเป็นแม่น้ำเมืองพิจิตรเก่า) มีต้นไม้ใหญ่ เช่นต้นตะเคียน ต้นตะโกเหมาะที่จะสร้างวัดใหม่ ก่อนท่านจะเดินทางไป ท่านหักกิ่งโพธิ์ไปด้วย 1 กิ่ง
จากที่วัดคงคาราม เมื่อท่านเดินทางถึงสถานที่ใหม่ ท่านอธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
รุขเทวดาทั้งหลาย พระแม่ธรณี พระแม่คงคา “ข้าพเจ้าจะขอปักหลักอยู่ ณ ที่แห่งนี้
ถ้าสถานที่แห่งนี้จะเกิดขึ้นเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรือง ก็ขอให้กิ่งโพธิ์นี้เจริญงอกงามตามไปด้วย แต่ถ้ากิ่งโพธิ์นี้อับเฉาหรือตายไป ข้าพเจ้าจะย้ายที่อยู่ใหม่” 
จากนั้นท่านก็ปักกิ่งโพธิ์ลงไป ปรากฏว่ากิ่งโพธิ์นั้นเจริญงอกงามทันตาเห็น ท่านจึงปักหลักอยู่ที่นั่น โดยให้ชื่อว่า วัดวังตะโก

ญาติๆ และชาวบ้านที่ทราบข่าวก็มาช่วยกันสร้างกุฏิให้ท่านจำพรรษาท่านเป็นที่เคารพและศรัทธาของชาวบ้านเป็นยิ่งนัก ด้วยคำสอนของท่าน และความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางของขลัง ที่เป็นที่กล่าวขวัญมีชื่อเสียงไปไกล 

ผู้คนมากมายจากหลายบ้าน ไม่ว่าจะเป็น
บ้านบางคลาน บ้านน้อย ท่าบัว วัดหลวง 
วัดทับทิม วัดขวาง วัดพร้าว โพทะเล บางลาย ไผ่ทับโพธิ์ ในละแวกนั้นก็เกิดเลื่อมใสศรัทธา
ก็พากันมาร่วมทำบุญ สร้างศาลา สร้างโบสถ์ ให้กับหลวงพ่อเงินจนเจริญรุ่งเรือง

ขณะที่ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะโก ได้สร้างกุฏิวิหารตลอดจนอุโบสถ์ครบสมบูรณ์ ท่านมีชื่อเสียงมากในเรื่องของเครื่องรางของขลัง มีคนมาหาท่านมิได้ขาด 

เพื่อถวายตัวเป็นศิษย์มาขอเครื่องรางของขลัง เพื่อมีไว้คุ้มครองป้องกันภัยเวลาเดินทาง และเพื่อมีไว้เป็นสิริมงคลต่อชีวิต ทำการค้าใดก็เจริญ ทำราชการใดก็ก้าวหน้ามั่นคง ไม่ใช่แค่คนในจังหวัดพิจิตรเท่านั้นที่รู้จักท่าน ท่านมีชื่อเสียงขจรไปไกลเหนือจรดใต้ คนใดที่มีโอกาสเดินทางมาถึงพิจิตรก็จะต้องแวะมากราบ
ท่านให้ได้สักครั้งในชีวิต

หลวงพ่อเงินท่านเป็นพระผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคด้วยยาแผนโบราณรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้ กิตติศัพท์ในการรักษาผู้ป่วยของท่านกระจายไปทั่ว

ผู้คนต่างหลั่งไหลไปให้ท่านรักษาควบคู่กับการอาบน้ำมนต์อย่างไม่ขาดสาย ท่านรักษาผู้ป่วยควบคู่ไปกับตำรับยาแผนโบราณ ท่านมีตำรับยาที่เขียนบันทึกในการรักษาโรคต่างๆ ไว้ แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นผู้ศึกษาที่รู้จริงในเรื่องยาแผนโบราณ

ในสมัยโบราณผู้ป่วยต้องใช้ยาสมุนไพรในการรักษา ผู้ที่ทำการรักษาก็ต้องร่ำเรียนกันมาเป็นอย่างดี สำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมาที่วัดไม่ได้ ท่านก็เมตตาเดินทางไปรักษาผู้ป่วยให้อีกด้วย ทั้งทางบกและทางเรือ โดยการเดินทางทางบก จะใช้ช้างเป็นพาหนะ ส่วนการเดินทางทางเรือจะใช้เรือแจว มีลูกศิษย์ช่วยกันแจวเรือไป
หลวงพ่อเงินท่านเป็นพระนักสร้าง บางครั้งท่านต้องเดินทางไปต่างที่เพื่อรักษาผู้ป่วยหลายวัน และไปหลายๆพื้นที่ ท่านก็ได้ก่อสร้างศาสนสถานไว้ยังสถานที่ๆท่านไป เช่นพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิ หอสวดมนต์ไว้เพื่อปฏิบัติ
ศาสนกิจที่สําคัญ และเพื่อให้เป็นประโยชน์ เป็นที่พักร้อนของผู้เดินทาง

ท่านเป็นผู้ที่มีบารมีสูงได้ไปที่ใดที่นั่นก็เจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่แค่เพียงวัดวังตะโกเท่านั้นที่ท่านบูรณะจนเจริญรุ่งเรือง วัดอื่นๆในระแวกใกล้เคียง เช่น วัดท้ายน้ำ ก็ได้บารมีของท่านในการบูรณะให้เจริญรุ่งเรืองเช่นกัน
ผมได้รับคำบอกเล่าจากพระครูพิทักษ์ศิลคุณ (น้อย) เจ้าคณะอำเภอบางมูลนากซึ่งท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อเงินอีกรูปหนึ่งและ
พ่อพริ้ง เข็มครุฑ พ่อของผมเองที่จอดเรืออยู่หน้าวัดวังตะโกเป็นประจำว่า น้ำมนต์ของท่านที่ประชาชนนำมาอาบได้ไหลลงสู่แม่น้ำเมืองพิจิตรเก่ามิได้ขาดสาย โดยเฉพาะพวกชาวเรือ ที่ขึ้นล่องไปมาได้พากันมาจอดเรือที่ท่าน้ำหน้าวัดเป็นประจำ เพื่อขอพรและขออาบน้ำมนต์
หลวงพ่อเงิน นับเป็นพระเกจิอาจารย์ ผู้เลื่องชื่อ ด้านไสยเวทย์เยี่ยมยอดที่สุดของเมืองพิจิตร 

เป็นที่รู้จักกันไปทั่วว่า หลวงพ่อเงินสามารถรู้ผู้มาเยือนด้วยญาณวิเศษได้อย่างมหัศจรรย์ และยังเป็นหมอเชี่ยวชาญในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ชาวบ้านได้อย่างชะงัดอีกด้วย เคยมีผู้ไปลองดีกับท่าน ท่านก็แอ่นอกให้ยิงแต่กระสุนไม่ยอมออกจากลำกล้อง ความศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงอัจฉริยะของท่านนับว่าร่ำลือกันไปไกลมาก จนถึงขนาดเสด็จในกรม “กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์”
ก็ยังเสด็จไปฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยโดยการแนะนําของหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์จังหวัดชัยนาท ท่านได้แนะนำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน

ได้มาเรียนวิชาทางวิปัสสนากับหลวงพ่อเงิน รวมทั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ก็เสด็จมาประทับที่วัดวังตะโกเมื่อปี พ.ศ. 2460 อยู่หลายวันเพื่อเรียนทางด้านวิปัสสนาด้วยเช่นกัน

ท้ายที่สุดหลวงพ่อเงินท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับสมณศักดิ์เป็นท่านเจ้าคุณ ฝ่ายวิปัสสนาจารย์ ในสมัยก่อนตำแหน่งพระอุปัชฌาย์นี้ไม่ได้เป็นกันได้โดยง่าย มีพระเพียงไม่กี่รูปเท่านั้นที่ได้รับตำแหน่งนี้

หลวงพ่อเงินท่านมีโรคประจำตัวอยู่ คือโรครีดสีดวงทวารหนัก ท่านจะเป็นๆ หายๆ เมื่อท่านมีอายุมากขึ้น ประกอบกับต้องอดหลับอดนอนในการต้องมาถ่ายทอดวิชาความรู้ ซึ่งบางคืนท่านไม่ได้นอนเลย จึงทำให้โรคกำเริบและเป็น
พิษมากขึ้น มีอาการทรุดหนักไม่สามารถจะรักษาให้หายได้

ในเรื่องวันที่มรณภาพของหลวงพ่อเงินนั้น ข้อมูลจากหลายๆแหล่งยังมีความไม่ตรงกัน แต่จากการที่ผมได้ขอข้อมูลจากทางท่านอาจารย์ พร ปั้นเพ็ง ครูชำนาญการพิเศษ สพม.41 (บำนาญ) คณะกรรมการบริหารสภาวัฒนธรรม จังหวัดพิจิตร 
เราตรวจสอบจากปฏิทิน 100 ปี ประกอบกับดูจากหลักฐานข้อมูลต่างๆเพิ่มเติม เชื่อได้ว่า ตรงกับวันศุกร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม พ.ศ. 2462 ตรงกับวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2462 รวมอายุได้ 114 ปี ท่านมรณภาพ ณ วัดวังตะโก ตำบลบางคลาน อำเภอบางคลาน จังหวัดพิจิตร 

ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ทางท่านอาจารย์พร ปั้นเพ็งได้ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ ประวัติบุคคลสำคัญ ผู้ทำคุณประโยชน์อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตรก่อนหน้านี้

การจากไปของหลวงพ่อเงินนำความเศร้าโศกเสียใจให้แก่บรรดาลูกศิษย์และผู้ที่เคารพนับถืออย่างมาก คงทิ้งไว้แต่เรื่องราวอันเป็นปาฏิหาริย์มากมายนับว่าท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีอายุยืนนานมากที่สุดรูปหนึ่ง 

ประวัติหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร พระเครื่องหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน นับเป็นอีกหนึ่งในตำนานของวงการพระเครื่องไทยจวบจนปัจจุบัน 

ภายหลังจากที่ท่านมรณภาพไปแล้ว ความศรัทธา ความเคารพนับถือมิได้ลดลง กลับมีผู้มากราบไหว้ปิดทองมิได้ขาดสาย โดยเฉพาะในวันขึ้น14-15 ค่ำเดือน 11 เป็นงานประจำปีปิดทองไหว้พระ ผู้คนจะหลั่งไหลเข้ามา
นมัสการปิดทองหลวงพ่อเงินเป็นจำนวนมาก ฯ
__________________________________________
รอติดตาม ตอนที่2 
คำสอนหลวงพ่อเงิน แนวทางการใช้ชีวิต
จากเกจิอาจารย์สู่ผู้ศรัทธา
__________________________________________
ผู้เขียน
ธวัช เข็มครุฑ
   ภาพถ่าย คู่กับลุงธวัช เข็มครุฑ สมัยบวช
               วัดตากฟ้า พระอารามหลวง
หาข้อมูลโดย
ชานนท์ เข็มครุฑ ฯ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ฟิวส์ ตามรอยครู คำที่ว่า ศิษย์มีครู วัดหลวง จ.พิจิตร

ฟิวส์ ตามรอยครู เจาะลึกพระเครื่องหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร